Payment Gateway: Bank vs Non-Bank ต่างกันอย่างไร ?

Featured image Payment Gateway: Bank vs Non-Bank ต่างกันอย่างไร?

เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ได้เปลี่ยนโฉมวิธีการซื้อขายสินค้าและบริการไปอย่างสิ้นเชิง การชำระเงินออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น โดยมี “Payment Gateway” เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันการเงิน ทำให้กระบวนการโอนเงินและตรวจสอบสถานะการชำระเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อ

โดยทั่วไปแล้ว แหล่งข้อมูลได้จำแนก Payment Gateway (PG) ตามประเภทของ “ผู้ให้บริการ” ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Payment Gateway แบบ Bank (ให้บริการโดยธนาคาร) และ Payment Gateway แบบ Non-Bank (ให้บริการโดยตัวกลางที่ไม่ใช่ธนาคาร) ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่น เงื่อนไข และความเหมาะสมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ความต้องการด้านความปลอดภัย และเงินทุนที่มีอยู่

Payment Gateway: Bank vs Non-Bank ต่างกันอย่างไร?

Payment Gateway เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบชำระเงินออนไลน์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันการเงิน เพื่อส่งข้อมูลการชำระเงิน ตรวจสอบสถานะธุรกรรม และช่วยให้กระบวนการซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และต่อเนื่อง บทความนี้จะเปรียบเทียบ Payment Gateway แบบ Bank และ Non-Bank เพื่อช่วยให้ธุรกิจเลือกบริการที่เหมาะสมกับขนาด งบประมาณ และแผนการเติบโต

เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีได้เปลี่ยนโฉมวิธีการซื้อขายสินค้าและบริการไปอย่างมาก การชำระเงินออนไลน์จึงกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่น โดยมี Payment Gateway เป็นตัวกลางที่ทำให้การโอนเงินและการตรวจสอบสถานะการชำระเงินเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ

โดยทั่วไป Payment Gateway หรือ PG สามารถจำแนกตามประเภทของผู้ให้บริการได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Payment Gateway แบบ Bank ซึ่งให้บริการโดยธนาคาร และ Payment Gateway แบบ Non-Bank ซึ่งให้บริการโดยผู้ให้บริการตัวกลางที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่ละประเภทมีจุดเด่น เงื่อนไข และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ความต้องการด้านความปลอดภัย เงินทุน และรูปแบบการขาย

Payment Gateway คืออะไร?

Payment Gateway คือระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลการชำระเงินระหว่างลูกค้า ร้านค้า และสถาบันการเงิน เพื่อรับคำสั่งชำระ ตรวจสอบธุรกรรม และแจ้งผลกลับไปยังร้านค้า ระบบประเภทนี้ช่วยให้ธุรกิจรับชำระเงินออนไลน์ได้สะดวกขึ้น โดยสามารถเลือกใช้บริการจากธนาคารหรือผู้ให้บริการแบบ Non-Bank ตามความเหมาะสมของธุรกิจ

Payment Gateway แบบ Bank คืออะไร?

Payment Gateway แบบ Bank คือระบบรับชำระเงินออนไลน์ที่พัฒนาและดำเนินการโดยสถาบันการเงินโดยตรง ระบบจะเชื่อมต่อกับโครงสร้างภายในของธนาคาร จึงมีจุดเด่นด้านความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง และการจัดการธุรกรรมที่เป็นระบบ

การตรวจสอบยอดเงินและสถานะธุรกรรมสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งในบางกรณี ธุรกิจอาจได้รับอัตราค่าธรรมเนียมต่อรายการที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้ให้บริการแบบ Non-Bank โดยเฉพาะธุรกิจที่มีปริมาณธุรกรรมสูงและผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด

จุดเด่นของ Payment Gateway แบบ Bank

  • เชื่อมต่อกับระบบของธนาคารโดยตรง
  • มีความน่าเชื่อถือและความมั่นคงสูง
  • เหมาะกับธุรกิจที่มีปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก
  • ในบางกรณีมีค่าธรรมเนียมต่อรายการต่ำกว่า
  • ช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ

ข้อจำกัดของ Payment Gateway แบบ Bank

การสมัครใช้บริการ Payment Gateway จากธนาคารมักมีเงื่อนไขเข้มงวดกว่า เช่น ต้องเตรียมเอกสารประกอบหลายรายการ ผ่านขั้นตอนตรวจสอบธุรกิจ และอาจต้องมีเงินฝากหรือเงินค้ำประกันจำนวนมาก ธุรกิจจึงควรพิจารณาความพร้อมด้านเงินทุนและระยะเวลาในการสมัครก่อนตัดสินใจ

บริการประเภทนี้จึงมักเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของแบรนด์

ตัวอย่าง Payment Gateway จากธนาคาร

ผู้ให้บริการเงินค้ำประกันค่าธรรมเนียมแรกเข้าค่าธรรมเนียมรายปี
Merchant iPay ธนาคารกรุงเทพขั้นต่ำ 100,000 บาท1,500 บาท1,000 บาท
K-Payment Gateway ธนาคารกสิกรไทย200,000 บาทไม่มีไม่มี
Krungsri Biz Payment Gateway ธนาคารกรุงศรีอยุธยา200,000 บาท5,000 บาท10,000–25,000 บาท

หมายเหตุ: ข้อมูลเงินค้ำประกันและค่าธรรมเนียมข้างต้นอ้างอิงจากข้อมูลต้นฉบับ เงื่อนไขจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามผู้ให้บริการโดยตรงก่อนสมัคร

Payment Gateway แบบ Non-Bank คืออะไร?

Payment Gateway แบบ Non-Bank คือบริการรับชำระเงินที่ดำเนินการโดยผู้ให้บริการตัวกลางซึ่งไม่ใช่ธนาคาร จุดเด่นสำคัญคือความยืดหยุ่นและความคล่องตัว ทั้งในด้านการสมัคร การติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบ และเงื่อนไขค่าธรรมเนียม

ผู้ให้บริการหลายรายอาจไม่กำหนดให้ธุรกิจต้องวางเงินค้ำประกัน ทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นรับชำระเงินออนไลน์ได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ นอกจากนี้ บริการยังสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ แอปพลิเคชัน และช่องทางการขายดิจิทัลได้หลากหลาย

จุดเด่นของ Payment Gateway แบบ Non-Bank

  • สมัครใช้งานและติดตั้งได้สะดวกกว่า
  • เงื่อนไขโดยทั่วไปมีความยืดหยุ่น
  • หลายบริการไม่กำหนดเงินค้ำประกัน
  • เชื่อมต่อกับช่องทางการขายออนไลน์ได้หลากหลาย
  • เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจเริ่มต้น และ SME
  • ช่วยให้ธุรกิจเริ่มรับชำระเงินออนไลน์ได้รวดเร็ว

ข้อจำกัดของ Payment Gateway แบบ Non-Bank

ข้อจำกัดที่ธุรกิจควรพิจารณาคือค่าธรรมเนียมต่อรายการ ซึ่งอาจสูงกว่าบริการจากธนาคารในบางกรณี นอกจากนี้ ผู้ให้บริการบางรายอาจรองรับเฉพาะเงินบาท หรือมีข้อจำกัดเกี่ยวกับสกุลเงินและประเทศที่ให้บริการ จึงอาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีลูกค้าต่างประเทศจำนวนมาก

ก่อนเลือกใช้บริการ ธุรกิจควรตรวจสอบช่องทางการชำระเงินที่รองรับ ระยะเวลาการโอนเงินเข้าบัญชี ค่าธรรมเนียมต่อรายการ ค่าธรรมเนียมคืนเงิน และเงื่อนไขเกี่ยวกับธุรกรรมระหว่างประเทศให้ครบถ้วน

ตัวอย่างผู้ให้บริการ Payment Gateway แบบ Non-Bank

  • PayPal: ระบบชำระเงินออนไลน์ที่มีการใช้งานในหลายประเทศ
  • GB PrimePay: ผู้ให้บริการสัญชาติไทยตามข้อมูลที่ระบุในต้นฉบับ
  • Omise หรือ OpnPayments: ผู้ให้บริการที่พบได้ในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • 2C2P: บริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงินจากสิงคโปร์
  • Pay Solution: ผู้ให้บริการที่รองรับช่องทางชำระเงินหลายรูปแบบ
  • KGP หรือ Kasikorn Global Payment: ผู้ให้บริการที่เน้นความคล่องตัวและช่องทางชำระเงินดิจิทัล
  • ChillPay: ผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่รองรับช่องทางชำระเงินหลากหลาย เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต QR PromptPay และช่องทางชำระเงินออนไลน์ เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจบริการ และธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินอย่างสะดวก

เปรียบเทียบ Payment Gateway แบบ Bank และ Non-Bank

สำหรับธุรกิจในประเทศไทย การเลือกระหว่าง Payment Gateway แบบ Bank และ Non-Bank ควรพิจารณาจากเป้าหมาย กลยุทธ์ งบประมาณ ปริมาณธุรกรรม และแผนการขยายตลาด ไม่ควรเลือกจากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละบริการอาจมีความแตกต่างด้านการเชื่อมต่อ ระยะเวลารับเงิน ระบบหลังบ้าน และช่องทางชำระเงินที่รองรับ

หัวข้อเปรียบเทียบPayment Gateway แบบ BankPayment Gateway แบบ Non-Bank
ผู้ให้บริการธนาคารหรือสถาบันการเงินบริษัทตัวกลางที่ไม่ใช่ธนาคาร
ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากเชื่อมต่อกับระบบธนาคารโดยตรงสูง โดยขึ้นอยู่กับมาตรฐานและระบบของผู้ให้บริการ
เงินค้ำประกันมักกำหนดให้มีเงินค้ำประกันหลักแสนบาทหลายรายไม่กำหนดเงินค้ำประกัน
การสมัครใช้งานมีเงื่อนไขและเอกสารค่อนข้างมากยืดหยุ่นและเริ่มต้นได้ง่ายกว่า
การติดตั้งและเชื่อมต่ออาจต้องผ่านขั้นตอนทางเทคนิคและการอนุมัติหลายขั้นมักมีเครื่องมือหรือระบบเชื่อมต่อที่สะดวก
ค่าธรรมเนียมต่อรายการในบางกรณีอาจต่ำกว่าในบางกรณีอาจสูงกว่า
ความเหมาะสมธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ที่เน้นความมั่นคงธุรกิจเริ่มต้น ร้านค้าออนไลน์ และ SME ที่เน้นความคล่องตัว

ผู้ให้บริการ Payment Gateway ในประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการรองรับช่องทางชำระเงินที่คนไทยคุ้นเคย เช่น พร้อมเพย์และ QR Code รวมถึงอาจมีค่าธรรมเนียมที่เหมาะกับธุรกรรมภายในประเทศ

ในขณะที่ผู้ให้บริการต่างประเทศ เช่น PayPal หรือ Stripe อาจเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรองรับลูกค้าหลายประเทศ หลายสกุลเงิน หรือมีแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม การแปลงสกุลเงิน การถอนเงิน และประเทศที่รองรับก่อนตัดสินใจ

ควรเลือก Payment Gateway แบบไหนดี?

Payment Gateway ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสำหรับรับเงิน แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้า ความปลอดภัยของธุรกรรม อัตราการชำระเงินสำเร็จ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ การเลือกบริการจึงควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน

  • ขนาดธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่และมีปริมาณธุรกรรมสูงอาจเหมาะกับบริการจากธนาคาร
  • เงินทุน: ธุรกิจที่ไม่ต้องการวางเงินค้ำประกันอาจพิจารณาผู้ให้บริการแบบ Non-Bank
  • ช่องทางการขาย: ตรวจสอบว่ารองรับเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน Social Commerce หรือลิงก์ชำระเงินหรือไม่
  • กลุ่มลูกค้า: พิจารณาว่าลูกค้าใช้บัตรเครดิต พร้อมเพย์ QR Code หรือช่องทางใดมากที่สุด
  • ตลาดต่างประเทศ: ตรวจสอบสกุลเงิน ประเทศ และบัตรต่างประเทศที่รองรับ
  • ค่าธรรมเนียม: เปรียบเทียบทั้งค่าธรรมเนียมต่อรายการ ค่าติดตั้ง ค่ารายปี และค่าใช้จ่ายอื่น
  • ระบบสนับสนุน: พิจารณาช่องทางติดต่อและความรวดเร็วในการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

หากธุรกิจมีขนาดใหญ่ ต้องการความมั่นคงสูง มีเงินทุนเพียงพอ และให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ Payment Gateway แบบ Bank อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า

หากเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจเริ่มต้น หรือ SME ที่ต้องการเริ่มต้นได้รวดเร็ว ใช้เงินลงทุนไม่สูง และต้องการความยืดหยุ่น Payment Gateway แบบ Non-Bank อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าบริการประเภทใดดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ เพราะเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละรายแตกต่างกัน

ในโลกดิจิทัลที่การแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การชำระเงินไม่ใช่เพียงขั้นตอนสุดท้ายของการขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดิจิทัลทั้งหมด ระบบที่ใช้งานง่าย มีช่องทางชำระเงินตรงกับความต้องการ และแจ้งผลธุรกรรมได้รวดเร็ว สามารถช่วยลดอุปสรรคในการซื้อและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Payment Gateway

Payment Gateway แบบ Bank และ Non-Bank ต่างกันอย่างไร?

Payment Gateway แบบ Bank ให้บริการโดยธนาคารและมักมีเงื่อนไขด้านเอกสารหรือเงินค้ำประกันมากกว่า ส่วนแบบ Non-Bank ให้บริการโดยบริษัทตัวกลาง มีความยืดหยุ่นและเริ่มต้นใช้งานได้สะดวกกว่า แต่ค่าธรรมเนียมและช่องทางที่รองรับจะแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ

Payment Gateway แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ SME?

ธุรกิจ SME ที่ต้องการเริ่มรับชำระเงินออนไลน์อย่างรวดเร็วและไม่ต้องการวางเงินค้ำประกันจำนวนมาก อาจเหมาะกับ Payment Gateway แบบ Non-Bank แต่ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ระบบหลังบ้าน และช่องทางชำระเงินก่อนเลือกใช้

Payment Gateway จากธนาคารต้องใช้เงินค้ำประกันหรือไม่?

บริการจากธนาคารบางแห่งอาจกำหนดให้มีเงินฝากหรือเงินค้ำประกัน โดยจำนวนเงินและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร ประเภทธุรกิจ และผลการพิจารณาใบสมัคร

Payment Gateway แบบ Non-Bank ปลอดภัยหรือไม่?

ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับมาตรฐาน ระบบบริหารความเสี่ยง และมาตรการคุ้มครองข้อมูลของผู้ให้บริการ ธุรกิจควรตรวจสอบใบอนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย เงื่อนไขบริการ และนโยบายคุ้มครองข้อมูลก่อนสมัคร

ธุรกิจที่มีลูกค้าต่างประเทศควรเลือก Payment Gateway แบบใด?

ควรเลือกผู้ให้บริการที่รองรับบัตรต่างประเทศ หลายสกุลเงิน ประเทศเป้าหมาย และการชำระเงินข้ามพรมแดน พร้อมตรวจสอบค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินและระยะเวลาการถอนเงิน

ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม Payment Gateway อย่างไร?

¨C44C ¨C45C ¨C46C

Scroll to Top