JFIN UPDATE ครั้งที่ 25: Scaling the Future ฟินเทคไทย

JFIN UPDATE 25

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (J Ventures) ในเครือ Jaymart Group ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนสัญชาติไทย JFIN Chain ได้จัดงาน “JFIN UPDATE ครั้งที่ 25” ภายใต้แนวคิด “Next Chapter – Scaling the Future” เพื่อถ่ายทอดภาพรวมความสำเร็จ พัฒนาการ และผลการดำเนินงานของ JFIN Ecosystem ตลอดช่วงที่ผ่านมา

JFIN เริ่มต้นจาก JFIN Coin ในปี 2561 ในฐานะโทเคนดิจิทัล ICO แรกของบริษัทจดทะเบียนไทย ก่อนจะพัฒนาสู่ JFIN Chain โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่รองรับทั้ง NFT, Staking, Digital Wallet และ Digital Lending และล่าสุดขยายสู่การทำ Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์จริงสู่โลกดิจิทัล (Real World Asset) โดยมี Use Case จริงในกลุ่ม Jaymart เช่น การแลกแต้ม J Point และการเชื่อมต่อกับบริการทางการเงินของ KB J Capital

JFIN UPDATE ครั้งที่ 25 สะท้อนอะไรเกี่ยวกับฟินเทคไทย?

ทิศทางของ JFIN Ecosystem สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีทางการเงินกำลังขยายขอบเขตไปมากกว่าการทำธุรกรรมในรูปแบบเดิม ตั้งแต่ Blockchain Infrastructure ไปจนถึง Digital Asset และ Tokenization ซึ่งเปิดทางให้สินทรัพย์และบริการทางการเงินสามารถเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัลได้หลากหลายมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังสะท้อนภาพของ Fintech Ecosystem ในประเทศไทย ที่มีเทคโนโลยีหลายประเภทเข้ามาทำหน้าที่ในแต่ละส่วนของระบบการเงิน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ไปจนถึงระบบรับชำระเงินออนไลน์ที่เชื่อมต่อธุรกิจกับผู้บริโภค

จาก Blockchain สู่ Payment Gateway ภาพเดียวกันของ Digital Finance

แม้ JFIN Chain จะเป็นเรื่องของบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งแตกต่างจาก ChillPay ที่ให้บริการ Payment Gateway โดยตรง แต่ทั้งสองเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เดียวกัน คือการที่ ระบบการเงินของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการรับชำระเงินออนไลน์ที่ ChillPay ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน หรือโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่ JFIN กำลังขยายสเกล เทคโนโลยีเหล่านี้ต่างเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างและทางเลือกสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินในโลกดิจิทัล

สำหรับภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังหมายถึงการมีเครื่องมือทางการเงินให้เลือกใช้มากขึ้นตามรูปแบบและความต้องการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การรับชำระเงินจากลูกค้า การบริหารธุรกรรมออนไลน์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

ผู้ประกอบการได้อะไรจากการเติบโตของ Fintech Ecosystem?

การที่ผู้เล่นในระบบนิเวศฟินเทคไทยเดินหน้าพัฒนาและขยายเทคโนโลยีในหลายด้าน เป็นสัญญาณให้เห็นว่าธุรกิจมีทางเลือกในการนำเครื่องมือทางการเงินดิจิทัลมาปรับใช้ได้หลากหลายมากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการติดตามว่าเทคโนโลยีใดกำลังมา แต่คือการพิจารณาว่า เทคโนโลยีแบบใดเหมาะกับโจทย์ของธุรกิจตัวเอง

หากโจทย์คือการรับชำระเงินออนไลน์ ธุรกิจอาจมองหา Payment Gateway ที่สามารถเชื่อมต่อกับช่องทางการขายและรูปแบบการชำระเงินของลูกค้า ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง Blockchain และ Tokenization ก็สะท้อนให้เห็นอีกด้านของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและสินทรัพย์ในโลกดิจิทัล

ท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตของ Fintech Ecosystem ไม่ได้หมายถึงการที่ทุกธุรกิจต้องเลือกใช้เทคโนโลยีเหมือนกัน แต่คือการมี ทางเลือกมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ ลูกค้า และเป้าหมายของตัวเองได้มากขึ้น

Scroll to Top